วัดม่วงสระน้อย


ข้อมูลโดยสังเขป

ประวัติความเป็นมา

       ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2423 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เดิมชื่อ วัดใหม่ ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดม่วง เนื่องจากมีต้นมะม่วงเป็นจำนวนมาก ท่านพระครูโสภณประสิทธิคุณ ได้นำเอาชื่อบ้านสระน้อยมาต่อท้าย เป็นชื่อวัดม่วงสระน้อย จนถึงปัจจุบัน และได้รับประกาศตั้งวัดเมื่อปี พ.ศ. 2428 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 มีเนื้อที่ 13 ไร่ 37 ตารางวา

ลักษณะวัด พัทธสีมา

อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถหลังเดิมเป็นเรือนไม้ฝากระดาน มุงสังกะสี ได้รับวิสุงคามสีเมื่อ วันที่ 2 เมษายน 2438 ต่อมาสภาพอุโบสถ ชำรุดทรุดโทรม ไม่สามารถที่จะซ่อมแซมได้จึงได้รื้อถอน เพื่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ ในสถานที่เดิม และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 เจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิเจ้าอาวาส สร้างในปี พ.ศ. 2508 ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กใต้ถุนอาคารสูง สร้างในปี พ.ศ. 2519 หอระฆังคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2519

การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ

1. พระอธิการนิตย์ ขนุติธมฺโน

2. พระอธิการนกนิล อนารโย

3. พระอธิการพูน (หลวงพ่อพูน) โชติธมฺโม

4. พระอธิการช่วย ปิยธมฺโม

5. พระครูโสภณประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน

สิ่งที่น่าสนใจ

อุโบสถ เป็นอาคารทรงโรง ก่ออิฐถือปูน ลักษณะรูปทรงสวยงาม หน้าบันจำหลักเป็นภาพพุทธประวัติ เช่น พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ และเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่างเป็นซุ้มเรือนแก้ว บันใดทางขึ้นอุโบสถปั้นเป็นพญานาค

รูปปั้นช้างคู่ พลายอุดม พลายร่มเย็น ผู้มาเยี่ยมชมลอดท้องช้างเพื่อความสิริมงคล

หลวงพ่อพุทธมงคล (หลวงพ่อใหญ่) พระประธานในอุโบสถหลังเก่าชาวบ้านเรียกขานกันว่า หลวงพ่อใหญ่ ได้นำมาประดิษฐานไว้ยังมณฑปที่สร้างขึ้นใหม่บริเวณด้านหลังพระอุโบสถหลังใหม่เฉียงไปทางด้านทิศใต้ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยมีพิธีการบรรจุอัฐิของช้างเพื่อให้ช้างทั้งสองเชือกมีความศักดิ์สิทธิ์ มีจิตวิญญาณสมควรแก่การสักการบูชา

โครงการ 9 วัด 9 บุญ ค้ำจุนพระพุทธศาสนา อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

พิกัด

ละติจูด: 14.685314

ลองติจูด: 102.038612

ข้อมูลการติดต่อ

ที่อยู่:68 หมู่ 5 ตำบลนกออก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา 30150
โทรศัพท์:08-1977-8830

รายการอ้างอิง

  1. กระทรวงศึกษาธิการ. กรมการศาสนา. (2542). ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 17. กรุงเทพฯ: กระทรวง.